ตัวอย่างการติดตั้ง Scalix Collaboration Platform บน FC5

โดย อดิศร  ขาวสังข์
เขียนเมื่อ 13/04/2550
แปลและดัดแปลงจาก http://www.scalix.com


แนะนำ Scalix Collaboration Platform
Scalix Collaboration Platform เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับ Email บน Linux อันประกอบด้วย email, group calendar, contacts, และ shared public folder
ซึ่งมีให้เลือกใช้งานได้สามเวอร์ชันคือ

  1. Community Edition ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่สามารถใช้งานได้ฟรี  เป็นแบบ single-server ไม่จำกัดการใช้งาน เหมาะสมกับองค์กรที่ไม่ต้องการลงทุนในความต้องการเกี่ยวกับระบบอีเมล์และปฏิทินแบบสมัยใหม่ และไม่ต้องการ groupware และ collaboration functionality ทั้งหมดที่ผู้ใช้นิยมกัน  ประกอบด้วย stand users ที่ไ่ม่จำกัด, twenty-five free premium users โดยสามารถใช้งาน email, group calendar, contacts, tasks, และ shared public folder พร้อมสนับสนุน Outlook , Evolution และ POP/IMAP Clients สำหรับความต้องการของ Community Edition เป็นดังรูป



  2. Small Business Edition เหมาะสมสำหรับองค์กรที่เริ่มใช้งานเวอร์ชันในเชิงการค้า (commercial version) ที่มีความต้องการไม่สูงถึง Enterprise Edition โดยฟังก์ชันที่มีเทียบเ่ท่ากับ Enterprise Edition เว้นแต่ไม่อนุญาตให้ติดตั้งเป็นแบบ multi-server และไม่มีความสามารถสูงมากนัก รวมถึงไม่สนับสนุน multi-instance

  3. Enterprise Edition เหมาะสมกับองค์กรที่ต้องการระบบอีเมล์และระบบปฏิทินในเชิงการค้าที่เต็มรูปแบบ เวอร์ชันนี้สนับสนุน multi-server ไม่จำกัดจำนวนของ Standard user และ Premium user มีความสามารถที่ีสูงกว่าเวอร์ชันอื่นๆ และมีการการสนับสนุนทางเทคนิคที่หลากหลาย

    ความแ่ตกต่างระหว่าง Premium Users และ Standard Users เป็นดังนี้:


    คุณสมบัีิติในความสามารถของแต่ละเวอร์ชันเป็นดังนี้ :




    สำหรับ Program Packages ที่จะติดตั้งประกอบด้วยดังนี้ :



    สำหรับโหมดการติดตั้งมีสองแบบดังนี้ :



เตรียมพร้อมก่อนติดตั้งแบบ Typical บน FC5/Red Hat Linux

  1. เตรียมพร้อมด้าน Network Setup
    1. กำหนด IP Addess แบบ Static ให้กับ Server และเชื่อมต่อกับ Network ที่มี DNS Infrastructure ที่ถูกต้อง
    2. ต้องมีการเิปิดพอร์ตต่อไปนี้ 25 (SMTP), 80 (Apache), 110 (POP), 143 (IMAP), 389 (LDAP), 5729 (Scalix-UAL), 5757 (Scalix UDP) และบางกรณี 8080 (Tomcat)
    3. ให้ Remove หรือ Disable ซอฟต์แวร์ที่เป็น Firewall บน Server ออก
    4. มีการคอนฟิก Reverse DNS ที่เป็น IP Address สำหรับการ Resolve ไปยัง Hostname และกลับกัน อันนี้พิเศษสำหรับ anti-spam และ anti-virus Software
    5. ตรวจสอบไฟล์ /etc/hosts ว่าบรรทัดที่เป็น localhost ต้องไม่ีมีอะไรมากไปกว่า:
      127.0.0.1        localhost.localdomain          localhost
      และต้องมีการเพิ่มอีกหนึ่งบรรทัดตามรูปแบบดังนี้ :
      aaa.xx.yy.zz     server.domain.com      server    ซึ่งของผู้เขียนเองเป็นดังนี้:
      202.129.16.15      mail.itwizard.info     mail
    6. และเมื่อใช้คำสั่ง host เพื่อตรวจสอบการตั้งชื่อควรจะได้ดังนี้ :


  2. เตรียมพร้อมด้าน Package Program
    1. ในระหว่างการติดตั้ง Red Hat Linux/Fedora Core ให้เลือก Customize selection of package to be installed
    2. ให้เลือกติดตั้ง Package group ดังต่อไปนี้
      • X Window System
      • KDE Desktop Environment or GNOME Desktop Environment (or both)
      • Graphical Internet --- Applications-->Graphical Internet
      • Text-based Internet --- Applications-->Text-based Internet
      • Server Configuration tools --- Servers--->Server Configuration Tools
      • Network Servers (also, select Details, then select krb5-server) --- Servers--->Network Server
      • Web Server --- Servers--->Web Server
      • Development Tools --- Development--->Development Tools
      • Kernel Development
      • Legacy Software Tools --- Development--->Legacy Software Development
                                                       Base System--->Legacy Software Support
      • Administration Tools --- Base System--->Administration Tools
      • System Tools --- Base System--->System Tools
      • PostgreSQL --- Servers--->PostgreSQL Database
        • ในกรณีที่มี dependencies จะต้องติดตั้ง PGDC Package ก่อนที่จะติดตั้ง Server Package
      • Sendmail และ sendmail-cf --- Server--->Mail Server

    3. แล้วให้เริ่มดำเินินการติดตั้งได้  โดยในระหว่างการติดตั้งถ้า Package ตัวใดขาดไปการติดตั้ังก็จะไม่สมบูรณ์และหยุดกลางคัน และระบบจะบอกว่ายังขาดโปรแกรมส่วนไหนอยู่ ถ้าเจอปัญหาแบบนี้ก็ให้ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมตามที่ระบบได้บอก  ซึ่งอาจจะติดตั้งโดยโดยใช้คำสั่ง yum install package-name ได้

ขั้นตอนการติดตั้ง Scalix บน Fedora Core 5

  1. ดาวน์โหลดโปรแกรม Binary Server Package เวอร์ชันที่เป็น Community Edition จากเว็บไซต์ www.scalix.com ซึ่งมีหลาย Platform ให้เลือกดังรูป :



  2. แตกไฟล์ tar ด้วยคำสั่ง :
    tar xvfz scalix-11.0.3-GA-core-fc5-intel.tgz

  3. เปลี่ยนไดเร็กทอรี่เข้าไปยังตำแหน่งไฟล์ที่แตกออกมาแล้วติดตั้งโปรแกรมด้วยการเรียกใช้งานตัว installer ดังนี้ :
    ./scalix-install

  4. แล้วจะได้หน้าต่างการติดตั้งดังรูป ให้คลิ๊กปุ่ม Forward



  5. แล้วจะได้หน้าต่าง License Agreement ดังรูป ให้คลิ๊กหน้าข้อความ "I have read and accept the above license agreement" แล้วคลิ๊กปุ่ม Forward



  6. จากนั้นจะได้หน้าจาก Wizard Mode ให้เลือกโหมดการติดตั้งเป็น typical แล้วคลิ๊กปุ่ม Forward



  7. แ้ล้วจะได้หน้าต่าง Component List ซึ่งจะบอกว่าจะมีการติดตั้งโปรแกรมอะไรบ้าง  ให้คลิ๊กปุ่ม Forward



  8. จะได้หน้าต่าง System Check ซึ่งของผู้เขียนมีปัญหาเรื่อง Depency check ตอนนี้ Forward ไม่ได้แล้วนะ  ก็ให้คลิ๊กปุ่ม View log ดูว่าเกิดจากอะไร



  9. เมื่อ View log ดูแล้วปรากฎว่าของผู้เขียนลืมติดตั้งส่วนที่เกี่ยวกับ sendmail, sendmail.cf และ cysus-sasl ก็ให้ทำการติดตั้งโปรแกรมส่วนนี้ก่อน แล้วค่อยทำการ check again อีกครั้ง  ซึ่งตรงนี้ของบางคนอาจจะไม่เจอปัญหา หรือปัญหาที่เจออาจจะไม่เหมือนกัน ซึ่งบางกรณีอาจต้องใช้เวลานิดหนึ่งนะครับ ลองพยายามดู



  10. และแล้วก็จะได้หน้าต่างดังรูป ซึ่งปรากฎปุ่ม Forward ให้สามารถคลิ๊กต่อได้แล้วแต่ก็ยังมี Warnning อยู่อีกนิด ซึ่งเมื่อ View log จะได้ดังรูปถัดไป





  11. ก็ไม่แ่น่ใจเหมือนกันว่าผิดพลาดตรงไหน  แต่ไหน ๆ ก็มีปุ่ม Forward แล้วละ ลองคลิ๊กดูต่อก็แล้วกัน  แล้วก็จะถึงกระบวนการติดตั้งโปรแกรมจริง ๆ ดังรูป  แล้วให้คลิ๊กปุ่ม Forward



  12. แล้วจะได้หน้าต่างของ Mailnode Name ซึ่งถ้าอ่านคู่ืมือของ Scalix แล้วเขาแนะำนำให้ใช้ชื่อที่เป็น Default ซึ่งตรงกับชื่อของ hostname



  13. จากนั้นก็มีหน้าต่างให้เราป้อน Domain name, Display name format และ Internet address format ดังรูป ซึ่งของผู้เขียนใช้ค่า default ทั้งหมด



  14. จากนั้นให้ป้อนชื่อ Username, Password, Email Address ของ Admin ที่ทำหน้าที่จัดการกับ Scalix Server ผ่าน Manangement Console ของผู้เขียนเลือกเป็น admin จะใช้ชื่ออะไรก็แล้วแต่เหมาะสมของแต่ละคน



  15. แล้วจะมีหน้าต่างให้เราป้อน license key ซึ่งในที่นี่้เราเลือกติดตั้งแบบฟรีคือแบบ community edition ก็ไม่ต้องป้อน license key แต่อย่างใด



  16. จะมีหน้าต่างเตือนว่าการป้อน license key ไ่ม่ถูกต้อง ก็ให้คลิ๊กปุ่ม OK ต่อไป



  17. จะแสดงหน้าต่างแสดงความต้องการที่จะใ้ช้งาน JRE ก็ให้คลิ๊กปุ่ม Forward



  18. ในส่วนนี้ ถ้ามีการติดตั้ง JRE แล้วก็ให้คลิ๊ก Forward ได้  แต่ถ้ายังไม่ติดตั้งก็ให้ทำการติดตั้ง JRE ก่อน ตัว Installer ของ Scalix เปิดโอกาสให้เราติดตั้ง JRE ได้ 



  19. วิธีการติดตั้ง JRE ของผู้เขียนทำแบบนี้ครับ :
    1. เข้าเว็บไซต์ www.google.com แล้วค้นหาคำว่า jre-1_5_0_06-linux-i586.rpm
    2. แล้วก็เจอแต่เป็นชนิด .rpm.bin ซึ่งเป็นไฟล์ประเภท self-extract ก็ให้ทำการดาวน์โหลดมาไ้ว้ในเครื่อง
    3. เปลี่ยนสถานะของไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาให้เป็น 777 ด้วยคำสั่ง
      chmod 777 jre-1_5_0_06-linux-i586.rpm.bin
    4. ติดตั้ง jre ด้วยการเีรียกไฟล์ jre ดังกล่าวดังนี้ :
      ./jre-1_5_0_06-linux-i586.rpm.bin
    5. เมื่อมีการถามเรื่องการยอมรับ license ก็ให้ตอบ yes ดังรูป



  20. ให้ทำการคลิ๊กปุ่ม Forward ของข้อ 18 แล้วจะได้หน้าต่าง Sucure Comminication ตรงนี้เป็นการสร้างความมั่นในว่าข้อมูลที่ำไหลระหว่าง Management Console กับ LDAP Server มีความปลอดภัย ก็ให้ทำการป้อนรหัสผ่านแล้ว Forward



  21. แล้วจะได้หน้าต่าง Messaging Services (Database) ซึ่งให้เราป้อนชื่อเต็ม (fully qualified host name) ของเครื่องที่ถูกติดตั้งฐานข้อมูล (PostgreSQL) และให้ป้อน Password สำหรับ user ที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลนี้ โดย user ดังกล่าวถูำกสร้างขึ้นในกระบวนการรวม Scalix Postgres เข้ากับ full database user



  22. หลังจากนั้น Installer จะแสดงหน้าต่างแสดงความยินดี (Congratulation) ว่ามีการติดตั้งและคอนฟิก Scalix Product พร้อมที่จะใช้งานได้แล้ว  ก็ให้คลิ๊กที่ปุ่ม OK เพื่อออกจาก Scalix Installer


ทดสอบใช้งาน Scalix Collaboration

  1. เข้าสู่หน้าต่าง Slalic Admistration Console (SAC) ได้โดยเรียก http://hostname/sac ซึ่งของผู้เขียนก็คือ http://mail.itwizard.info/sac แล้วจะได้หน้าต่างสองหน้าต่างซ้อนขึ้นมาดังรูป



  2. เมื่อ login ด้วย Admin user แล้วก็จะได้ดังรูป ก็สามารถบริหารจัดการ Server ได้แล้ว รวมถึงการเพิ่ม Email Account ด้วย ก็ให้ลองเพิ่ม User สำหรับการทดลองดู



  3. เมื่อเพิ่ม User แล้วก็สามารถเข้าสู่ระบบ Scalix Collaboration ด้วย User ทั่วไปได้ด้วยการเรียกใช้งานที่ http://hostname/webmail ซึ่งของผู้เขียนก็เป็น http://mail.itwizard.info/webmail ดังรูป



  4. เืมื่อ Login เข้าสู่ระบบด้วย user ทั่วไปก็จะได้ดังรูปข้างล่างซึ่งจะเห็นว่าหน้าตาคล้ายกับ Mail Client ประเภท Outlook



  5. ทดลองรับส่งเมล์กับที่อื่น ซึ่งในขั้นนี้ยังไม่ได้มีการคอนฟิก Sendmail เพิ่มเติมใด ๆ ปรากฎว่าสามารถรับส่งเมล์ติดต่อกับที่อื่นได้ ซึ่งผู้เขียนได้ลองรับส่งเมล์กับ yahoo, gmail และ้ hotmail ก็สามารถรับส่งได้ครับ แต่มีปัญหาเรื่องภาษาไทย กล่าวคือ การรับส่งกับ gmail ไม่มีปัญหา  แต่จะมีปัญหาในการรับส่งกับ yahoo mail และ gmail ครับ

  6. สำหรับการรับส่งเมล์โดยใช้โปรแกรม Mail Client ประเภท Outlook จากที่ผู้เขียนได้ทดลองก็สามารถใช้งานได้ดีครับ แต่การใช้งานแบบนี้ต้องมีการคอนฟิก Sendmail ให้สามารถอนุญาตส่งเมล์ได้ก่อนนะครับ

จบครับ